เกาหมีเฟิร์สไทม์

posted on 05 Sep 2015 19:51 by junny-world

 

 

 

 



สวัสดีค่ะ Cool วันนี้เราขอมาอัพเกี่ยวกับประสบการณ์ของการเดินทางไปเยือนประเทศเกาหลีครั้งแรกสักหน่อยนะคะ

ก่อนอื่นเลยต้องขอบอกก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้นั้น เราเดินทางไปกับเพื่อนอีกสองคนค่ะ แต่เป็นการเดินทางไปกันเองไม่ได้ไปกับทัวร์แต่อย่างใด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจเท่าไหร่นักหรอกค่ะ เพราะเรากับเพื่อนๆนั้นได้มีการวางแผนกันเรียบร้อยแล้วว่าในแต่ละวันนั้นจะไปที่ไหน และทำอะไรกันบ้าง

ทว่าปัญหาของเราก็คือ เพื่อนเราอีกสองคนนั้นไป work and travel ค่ะ เท่ากับว่าสองคนนั้นจะบินจากอเมริกามาเกาหลี เท่ากับว่าเราต้องบินคนเดียว ทั้งขาไปและขากลับ......

ถึงแม้ว่าการไปเกาหลีในครั้งนี้จะไม่ใช่การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก แต่ก็เป็นครั้งแรกสำหรับเรากับการบินเองคนเดียวค่ะ ซึ่งถ้าก่อนหน้านี้เวลาเราไปเที่ยวตามประเทศต่างๆแล้วหัดศึกษามาบ้างก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรใช่ไหมคะ ? แต่เป็นเพราะที่ผ่านมานั้นเรามีผู้ปกครองไปด้วยตลอด จึงทำให้เกิดนิสัย ‘เดินตามสถานเดียว’ นั่นเลยทำให้เราไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง หากระเป๋าตัวเอง(ที่โหลดเอาไว้)ยังไม่เจอเลยค่ะ 555555

ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการลงโทษและสอนเราทางอ้อม ซึ่งอย่างน้อยต่อจากนี้ถ้าต้องให้บินไปไหนเองคนเดียวเราก็คงไม่ค่อยกลัวแล้วล่ะค่ะ ^^

 

 

เรากับเพื่อนๆพักอยู่ย่านฮงอิก(ชื่อตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน) หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อ ฮงแด นั่นแหละค่ะ

ย่านนี้ขึ้นชื่อเรื่องของกินมากๆ ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเราแนะนำให้เดินไปแถวทางออกที่ 9 ของสถานีฮงอิกนะคะ โดยเฉพาะเวลาเย็นๆถึงพลบค่ำจะคึกคักมากๆเลยค่ะ อ้อ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเตือนสำหรับกลุ่มคนโสด555555555 ประเทศนี้ค่อนข้างแสดงความรักกันอย่างชัดเจนมากๆค่ะ ถ้าไปคนเดียวหรือไปกับเพื่อนก็ระวังเหงาโดยไม่รู้ตัวนะคะ อิอิ

 

 

นี่เป็นร้านหนึ่งในย่านฮงแดที่เราไปกินมากับเพื่อนๆค่ะ เป็นซี่โครงหมูกับไก่ที่เอาไว้จุ่มกับชีสสสส *-* สำหรับเรา เราค่อนข้างประทับใจนะคะ เพราะเทียบกับราคาแล้วก็ไม่ได้แพงจนน่าเกลียด รสชาติก็ดี แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถบอกชื่อร้านได้นะคะเพราะมันเป็นภาษาเกาหลีแล้วเราอ่านไม่ออก จำไม่ได้ด้วย แงงง T__T แต่จำได้ว่าอยู่ท้ายๆซอยหน่อยน่ะค่ะ

อ้อ อีกอย่างหนึ่งก็คือร้านนี้ขายเป็นเซต 2  คนค่ะ เรากับเพื่อนมีกัน 3 คนก็เลยโดนบังคับซื้อเป็น 2 เซต (แต่ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าไม่ได้แพงจนจับต้องไม่ได้ขนาดนั้น)

แต่อย่างนึงที่เราต้องบ่นหน่อยก็คือ เกาหลีเป็นประเทศที่สื่อสารด้วยลำบากมากกกกกกกก ที่จริงเราก็พอทราบว่าเขาไม่พูดภาษาอังกฤษกัน แต่บางสถานที่อย่างเช่นในห้างสรรพสินค้า อะไรแบบนี้เราก็คิดว่าอย่างน้อยๆพนง.ของเขาน่าจะพูดได้ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ได้เลยค่ะ........ ภาษามือล้วนๆ

นอกจากนี้ เราก็ได้ไปย่านดังๆของเกาหลีอย่าง common ground,เมียงดง,กวางฮวามุน,อับกูจอง,กังนัม,กาโรซูกิล คือย่านไหนดังก็ไปมาแทบจะทั้งหมดนั่นแหละค่ะ5555555 แต่เราค่อนข้างชอบเมียงดงเป็นพิเศษ

เรียกว่าเมียงดงถูกจริตเราดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นย่านที่มีทุกอย่างที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า แล้วนั้นของกินอย่างพวกสตรีทฟู้ดก็เป็นอะไรที่เราชอบมากๆๆ คราวหน้ายังคิดอยู่เลยค่ะว่าอยากมาพักแถวเมียงดงแทน 5555555555

โดยสรุปแล้ว เราค่อนข้างพอใจกับการเดินทางครั้งนี้นะคะ เกาหลีเป็นประเทศเที่ยวง่าย รถไฟฟ้าใต้ดินก็ทั่วถึง ที่จริงบัสของเขาก็ดูไม่น่ายากด้วยนะคะแต่เพื่อนเรากลัวหลงเลยไม่ยอมขึ้นกันเลย ฮ่าา

ค่าครองชีพไม่ได้สูงเว่อร์ อาหารอร่อย อ้อ ขอบอกเลยค่ะว่าเราประทับใจอาหารเกาหลีมากกกก ด้วยความชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ใครที่ชื่นชอบอาหารเกาหลีรับรองว่าการมาเที่ยวที่นี่ด้วยตนเองสักครั้งไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

แต่ถ้าว่ากันตามตรงแล้วเกาหลีก็ไม่ได้มีอะไรให้เที่ยวขนาดนั้น เพราะส่วนมากย่านดังๆก็เป็นแหล่งของกินและช็อปปิ้งแทบทั้งสิ้นเลยล่ะค่ะ ไว้มีโอกาสคราวหน้าก็อยากจะไปเชจูดู อาจจะประทับใจกว่าการอยู่แต่ในโซลก็ได้ค่ะ 

ไปดูรูปกันดีกว่าเนาะ :)

ซับเวย์ที่สถานีฮงอิกค่ะ

ร้านดีเดลลิ (de'deli) ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกมั้ยนะคะ 555 ร้านนี้อยู่แถวย่านมหาลัยอีฮวาค่ะ

ราคาย่อมเยาและอร่อยยย

ส่วนนี่คือมหาลัยอีฮวาค่า จุดแลนมาร์คที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปนั่นเอง 55555

common ground ค่ะ

ย่านกาโรซูกิล

และ แท่นแทแด๊นนนน sm coex จ้า

นี่ยังเซ็งไม่หาย คือรุกกี้ไปวันถัดจากที่เราไป ฮ่า แต่สัญญากะเพื่อนแล้วว่าทริปนี้เน้นเที่ยวเลยไม่ได้ไปตามเด็กๆ

อ้อ และสำหรับใครที่ชอบเอ็กโซนะคะ อย่าลืมไปร้านของคุณแม่ชานยอลกันน้า 555555555

ขายของมาก เราไปช่วงที่คนไม่เยอะและได้เจอคุณแม่พอดี คุณแม่น่ารักมากกและชานยอลหน้าเหมือนแม่มากจ้า 

ถ้ามีโอกาสหนูจะไปกินอีกนะคะ (อาหารเขาอร่อยจริงๆค่ะ อันที่จริงเพื่อนเราไปทานร้านของคุณน้าบาบิมาเหมือนกันแต่รสชาติแอบไม่โอเคอ่า TT)

แล้วเจอกันใหม่คราวหน้านะคะ บ๊ายบายยยยSmileSmileSmile

OS - secret love {sehunxluhan}

posted on 19 Apr 2014 20:37 by junny-world
 
 
 
 
 
 
 
 
 
*
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

บางทีคิมจงอินก็สงสัยเหลือเกินว่า อะไรทำให้โอเซฮุน เพื่อนรักของเขาเป็นคนขี้ขลาดได้ถึงเพียงนี้...

 

เกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ ที่เขาต้องมานั่งเฝ้าพี่ชายหน้าหวานคนหนึ่งเป็นเพื่อนเซฮุนทุกวัน ขอย้ำอีกครั้ง ว่า ‘ทุกวัน’

 

ช่างเป็นบุคคลที่อ่อนหัดอะไรอย่างนี้น้า...

 

“ไอ้ฮุน เมื่อไหร่มึงจะจีบพี่เขาสักทีวะ นั่งเฝ้าเป็นโรคจิตแบบนี้ ชาติไหนถึงจะสมหวังหา!” ตะคอกใส่ด้วยความหงุดหงิดปนขัดใจ

 

ถ้าเป็นคิมจงอินคนนี้น่ะเหรอ ป่านนี้ได้ทั้งเบอร์โทรแถมเบอร์ห้องไปแล้ว โธ่เอ๊ย!

 

“หุบปากดิ๊ดำ กูไม่ได้หวังอะไรนี่หว่า แค่มอง...ก็พอแล้ว”

 

คิมจงอินได้แต่หัวเราะหึๆในลำคอ ...ไม่ได้หวังอะไรงั้นเหรอ ?

 

“ก็ดี... เพราะเห็นหลังๆมานี้พี่เขาดูแปลกๆไปนะมึงว่าป่ะ ทำท่าเหมือนคนมีความรักอะไรทำนองนั้นอ่ะ”

 

เท่านั้นแหละ เซฮุนถึงได้หันขวับมามองเพื่อนรักของตัวเองแทบจะในทันที สีหน้าแสดงออกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดจนคนขี้แกล้งนึกขำอยู่ในใจไม่น้อย

 

นี่น่ะเหรอที่บอกว่าไม่ได้หวังอะไร แค่มองก็พอ... ถุ้ย!

 

“มึงคิดอย่างงั้นเหรอ มึงว่าพี่เขากำลังมีความรักจริงๆเหรอ!?”

 

“ก็เหมือนอยู่นี่หว่า”

 

“ไม่ได้นะโว้ย!! ห้ามมีความรัก! กูไม่ยอม!”

 

“แล้วมึงมีสิทธิ์อะไรเหรอ ?”

 

“...”

 

“มึงไม่ได้หวังอะไร แค่มองก็พอ... ไม่ใช่หรือไง ?”

 

“...”

 

“ถ้ามึงยืนยันว่าพอ มึงก็ต้องทำใจ”

 

“ไม่”

 

“หือ?” จงอินแสร้งทำตาโต ในใจนึกลุ้นให้เพื่อนพูดอะไรบางอย่างออกมา บางอย่างที่เขารอให้มันทำ และบางอย่างที่มันควรจะทำมาตั้งนานแล้ว

 

“กูไม่ทำใจ และเขาจะรักกับใครไม่ได้...นอกจากกู”

 

“มันต้องอย่างนี้สิวะเพื่อน!”

 

 

 

 

 

“นั่นไงมึง พี่เขาออกมาจากตึกเรียนแล้ว” จงอินรีบพยักเพยิดให้เซฮุนเข้าไปทำความรู้จักกับพี่ชายหน้าหวานคณะข้างๆโดยทันที

 

ทว่าโอเซฮุนก็คือโอเซฮุนวันยังค่ำ เอาแต่เลิ่กลั่กไม่ยอมเดินเข้าไปสักที

 

“เชี่ยเอ๊ย กูไม่กล้าอ่ะ”

 

“ถ้ามึงอยากโดนหมาคาบไปแดกก็ตามใจ”

 

เซฮุนจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่ๆ แต่ขอเวลาให้คนขี้ขลาดได้ตั้งตัวสักนิดเถอะ ก็ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยจีบใครจริงๆจังๆเลยนะให้ดิ้นตาย!

 

“ไอ้ฮุน มึงดูนู่น”

 

หันไปมองตามที่เพื่อนบอกก็พบว่าตอนนี้พี่ชายหน้าหวานของเขากำลังถูกผู้ชายสูงยาวเข่าและเบ้าหน้าดีคนหนึ่งจีบอยู่ รู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เหอะ โอเซฮุนล่ะอยากจะแค่นหัวเราะออกมาให้มันรู้แล้วรู้รอด ใครเขาจะไม่รู้ว่าพี่คริส สินกำ(ศิลปกรรมศาสตร์) น่ะคอยหยอดคอยจีบพี่ชายหน้าหวานของเขามาตั้งนานแล้ว แต่ก็นะ อีกฝ่ายน่ะใจแข็งจะตาย พี่คริสจีบยังไงก็ไม่ยอมเล่นด้วยสักที นี่ว่าไปแล้ว เรื่องนี้อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่เซฮุนไม่กล้าจีบพี่เขาก็ได้

 

โธ่เอ๊ย ขนาดหล่อเลิศแถมโปรไฟล์ดีอย่างพี่คริสยังจีบไม่ติด แล้วเด็กกะโปโลอย่างเขาจะเอาอะไรไปชนะใจพี่เขาได้เล่า...

 

“โอ๊ย เมื่อไหร่คริสจะเลิกตอแยเราสักทีเนี่ย!”

 

“แล้วเมื่อไหร่เสี่ยวลู่จะรับรักเค้าสักทีล่ะ ถ้ารับรักเค้าเมื่อไหร่เค้าจะไม่มาวุ่นวายแบบนี้เลย”

 

“หยุดเรียกเราแบบนั้นเลยนะ ถ้าไม่สนิทกันจริงอย่าได้มาเรียกเชียว แล้วก็ขอเลยนะ เราไม่ได้ชอบคริส ต้องให้พูดอีกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจหา!!”

 

“เสี่ยวลู่ T_T”

 

“บอกว่าอย่าเรียกไงเล่า!”

 

ท่าทางครั้งนี้พี่ชายหน้าหวานของเซฮุนจะเหลืออดแล้วจริงๆ เพราะปกติก็ไม่เคยจะเห็นวีนเหวี่ยงได้ถึงขนาดนี้ ทว่านึกสงสัยอยู่ในใจได้ไม่ทันไรก็ต้องใจหายวาบเมื่อได้ยินประโยคถัดมาที่ออกจากปากของพี่ชายหน้าหวานที่ยืนห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่นัก

 

“เราว่าเราควรพูดสักทีว่า...เอ่อ...เรา”

 

“อะไรอ่ะ”

 

“เรา...มีแฟนแล้ว”

 

“หา!!!”

 

โชคดีที่เสียงของคริสนั้นดังกว่าเซฮุนหลายเท่าตัวถึงได้ไม่มีใครได้ยินคำพูดแบบเดียวกันเด๊ะที่เจ้าตัวเผลอโพล่งออกมาซะเสียงดัง

 

พี่ชายหน้าหวานของเขามีแฟนแล้ว... เป็นอย่างที่จงอินพูดไม่มีผิดเพี้ยน

 

“กูเตือนมึงแล้ว”

 

“...”

 

“ไอ้ฮุน อย่าร้องไห้นะเว้ย ตรงนี้คนเยอะ เก็บไปร้องที่บ้านนะมึง”

 

“กูสมน้ำหน้าตัวเองชิบหาย”

 

“โถ่ ไอ้ฮุน”

 

คิมจงอินที่กำลังจะเอื้อมมือไปแตะบ่าเป็นกำลังใจให้เพื่อนถึงกับต้องชะงักค้างไว้ก่อน เมื่อเห็นว่าพี่ชายหน้าหวานของเพื่อนตัวดีกำลังก้าวฉับๆๆตรงมาทางนี้ แถมดูยังไง๊ยังไงก็เหมือนว่าจะตรงดิ่งมาทางเซฮุนที่กำลังยืนหันหลังก่อดราม่าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวแบบไม่ต้องสงสัย

 

หมับ!

 

“นี่ไง แฟนเรา”

 

“เฮ้ย!!”

 

เป็นคิมจงอินที่ร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆพี่ชายหน้าหวานที่เซฮุนพร่ำเพ้อถึงอยู่ทุกวี่วันก็มาคว้าหมับเข้าที่แขนของคนตัวสูง พร้อมหันไปบอกกับคริสว่า ‘แฟน’

 

โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด นี่มันอะไรกันเนี่ย นี่เลยเอพริลฟูลเดย์มาแล้วนะ จะมาล้อเล่นกันแบบนี้ไม่ได้นะจะบอกให้

 

“อะไรวะ...”

 

เซฮุนเงยหน้าขึ้นมาอย่างงงๆก่อนจะหันไปมองเจ้าของมือเล็กๆที่กำลังเกาะแขนเขาเอาไว้อยู่ และเมื่อพบว่าใครคือเจ้าของมือนั้นเท่านั้นแหละ...

 

“พะ...พะ...พะ...พะ...”

 

“ขอร้องล่ะ ช่วยเล่นตามน้ำไปก่อนนะ” พูดเสียงเบาหวิวให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน

 

“คะ..คะ...ครับ”

 

เซฮุนถูกคนตัวเล็กกึ่งลากกึ่งจูงเดินตรงเข้าไปหาคริสที่กำลังมองมาทางเขาอย่างไม่เป็นมิตรสุดๆ และแม้ว่าเขาสุดแสนจะงงกับเหตุการณ์ตรงหน้ามากๆแต่ความฟินอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่ลู่หานกำลังจับมือของเขาอยู่มันทำให้เขาเลือกที่จะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

 

“นี่ไง แฟนเรา ทีนี้คริสก็เลิกยุ่งกับเราได้แล้วนะ”

 

“แฟนจริงรึเปล่ายังไม่รู้เลย ไหนเสี่ยวลู่ลองบอกมาซิว่าแฟนเสี่ยวลู่ชื่ออะไร เรียนคณะไหน ปีอะไร อย่าคิดจะพูดมั่วๆล่ะเพราะเรารู้จักเด็กคนนี้”

 

เซฮุนเลิกคิ้ว นี่มีคนรู้จักเขาด้วยงั้นเหรอ? เขาก็ไม่ใช่คนเด่นดังอะไรสักหน่อยนี่หน่า...

 

“ไม่มั่วแน่ แฟนเราชื่อโอเซฮุน เรียนเศรษฐศาสตร์ปีหนึ่ง แถมยังติดคิ้วท์บอยของมหาลัยอีกด้วย แบร่!”

 

แล้วเซฮุนก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาฟินมากไปกว่านี้อีกแล้ว...

 

 

 

 

 

“ขอโทษจริงๆนะที่ลากเซฮุนเข้ามาเอี่ยวด้วย T_T”

 

ลู่หานกำลังทำหน้าตาน่าสงสารอยู่ตรงหน้าเซฮุน เซฮุนที่กำลังจะบ้าตายกับการได้นั่งคุยกับพี่ชายหน้าหวานของเขาแบบสองต่อสอง

 

พ่อแก้วแม่แก้ว ขอโอเซฮุนหยุดเวลาไว้ที่ตรงนี้จะได้ไหมครับ 

 

“เราแค่อยากให้คริสเลิกยุ่งกับเราสักที เข้าใจเราใช่ไหมอ่ะ”

 

“ขะ...เข้าใจครับ”

 

“ไม่โกรธใช่มะ”

 

“ไม่ครับ...”

 

“งั้นเซฮุนช่วยเป็นแฟนหลอกๆให้เราหน่อยได้มั้ยอ่ะ?”

 

“ได้ครับ...”

 

“^_^”

 

“...”

 

“...”

 

“หา!!!!!”

 

 

 

 

 

สามสัปดาห์ต่อมา

 

“เอาอันนี้ๆๆพี่ลู่หานชอบ”

 

“-_-”

 

“เฮ้ยๆๆอันนี้พี่ลู่หานก็ชอบ ว๊ากกกกก อันนี้ด้วยๆๆ โอ๊ยงั้นเหมาไปหมดนี้เลยแล้วกัน”

 

“ไอ้เชี่ยฮุน มึงมาถือเองมั้ย!”

 

หันไปมองก็พบว่าสองมือของคิมจงอินและโดคยองซู(แฟนของจงอิน)เต็มไปด้วยขนมที่เขาตั้งใจจะซื้อไปให้ลู่หานแทบทั้งสิ้น เซฮุนได้แต่หัวเราะแห้งๆให้เพื่อนรักก่อนจะรีบเอาน้ำเย็นเข้าลูบทันที

 

“ก็มีแต่ของชอบพี่เค้าเต็มไปหมดเลยนี่หว่า”

 

“เออ! กูรู้ แต่ถ้าจะหยิบเยอะขนาดนี้รถเข็นดีกว่ามั้ย คยองน้อยๆของกูถือจนกล้ามจะขึ้นแล้วเนี่ย”

 

“จงอินอย่าเวอร์น่ะ”

 

เซฮุนหัวเราะออกมาเมื่อจงอินกำลังทำท่าหงอยๆเมื่อถูกแฟนตัวเองดุเข้าให้ แต่ไม่ทันไรก็ต้องชะงักค้างไปเมื่อเห็นร่างบางที่สุดแสนจะคุ้นตาเดินเข้ามาในซูเปอร์มาร์เก็ตกับใครบางคนด้วยสีหน้าที่ดูมีความสุขสุดๆ

 

จนอาจจะมีมากเกินไปด้วยซ้ำ

 

“เฮ้ย พี่ลู่หานมากับใครวะ หล่อเสียด้วย”

 

“ชู่ว์! จงอินเนี่ยนะ เอ่อ เซฮุนนี่ อย่าคิดมากล่ะ ไม่มีอะไรหรอกมั้งอาจจะเพื่อนกันก็ได้”

 

“เพื่อนอะไรล่ะคยอง ดูดิ มีการคล้องแขนด้วย โหย ไอ้ฮุนอย่าไปยอมนะเว้ย เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้จริงๆ มึงยอมกูต่อยอ่ะ”

 

“เงียบไปเลยนะคิมจงอิน!”

 

“คยองอ่ะ!!”

 

เซฮุนยิ้มแกนๆให้กับทั้งสองคนที่กำลังก่อสงครามเล็กๆกันอยู่ ใจจริงของเขาอยากจะเดินตรงไปถามคนตัวเล็กให้รู้แล้วรู้รอดว่ามากับใคร ทำไมสนิทกันจัง แล้วทำไมต้องคล้องแขนด้วย

 

เขาอยากถามมันทั้งหมดนั่นแหละ อยากถามทุกอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจ

 

แต่ก็นะ...

 

“แฟนหลอกๆแบบกูมีสิทธิ์ขนาดนั้นด้วยเหรอวะ...”

 

นี่ต่างหากที่เซฮุนอยากจะถามมากที่สุด ว่าตัวเขาน่ะมีสิทธิ์สักแค่ไหนกัน

 

“อ๊ะ เซฮุน!”

 

เสียงเล็กร้องทักเมื่อบังเอิญหันมาเห็นคนตัวสูงเข้าพอดี เซฮุนไม่ได้ตอบกลับอะไร เขาเพียงแค่มองอีกฝ่ายนิ่งๆก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาทันทีโดยไม่สนเสียงท้วงใดๆ

 

ไม่ใช่ไม่รู้ว่ามันเสียมารยาท แต่ขอเถอะ ก่อนที่เขาจะไม่เหลือความอดทนแล้วเผลอถามมันออกไป

 

ลู่หานถึงกับหน้าเสียเมื่อถูกเมินใส่ ตั้งแต่รู้จักกันมาเซฮุนไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน พยายามนึกว่าตัวเองเผลอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจเข้ารึเปล่า

 

“เอ่อ พี่ลู่หาน อย่าถือสาเซฮุนเลยนะครับ มันคงอารมณ์ไม่ดีอยู่”

 

“อืม ก็คงจะอย่าง...”

 

“ใครจะไปอารมณ์ดีล่ะถ้าเห็นแฟนตัวเองมากับคนอื่น”

 

“ย๊า! คิมจงอิน!”

 

คยองซูฟาดลงไปที่แขนจงอินจนเสียงเพี๊ยะดังไปทั่วทั้งบริเวณ ลู่หานทำตาโตก่อนจะรีบเข้าไปห้ามทัพของทั้งสองคนตรงหน้า ไม่ได้นึกโกรธอะไรที่จงอินพูดไปเมื่อครู่เลยสักนิด

 

“ต่อให้คยองตีเราจนตายเราก็จะพูด! นี่ พี่ลู่หาน อย่าใจร้ายกับคนที่รักพี่นักเลยนะ โอ๊ย!!”

 

ลู่หานดึงมือคยองซูที่เตรียมจะฟาดไปที่จงอินอีกครั้งเอาไว้

 

“พูดต่อสิ”

 

“ผมถามจริงๆเถอะ พี่เคยคิดสงสารเพื่อนผมบ้างไหม มันรักพี่ขนาดที่ให้เป็นแฟนหลอกๆมันก็ทำ เพียงเพราะมันอยากอยู่ใกล้ๆพี่”

 

“...”

 

“ผมไม่รู้ว่าสำหรับพี่ เซฮุนคืออะไร แต่สำหรับมัน พี่คือคนที่มันรักและอยากดูแลจริงๆ ไม่ใช่ตัวหลอกอะไรทั้งนั้น”

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าเซฮุนถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันนี้ คิดไปคิดมาก็อยากจะเขกหัวตัวเองแรงๆที่เผลอไปทำไม่ดีใส่ลู่หานเข้าจนได้ ยิ่งนึกถึงสีหน้าที่ซีดเผือกของอีกฝ่ายตอนถูกเขาเมินใส่ก็ยิ่งโกรธตัวเอง เขาไม่ควรทำแบบนั้นเลยสักนิด ไม่ควรเลยจริงๆ

 

“มาหลบอยู่นี่เอง”

 

สะดุ้งสุดตัวเมื่อบุคคลที่มาใหม่คือคนที่เขาเพิ่งจะนึกถึงอยู่เมื่อครู่ ลู่หานนั่งลงข้างๆเขาพร้อมกับส่งยิ้มน่ารักมาให้อย่างเคย เห็นแบบนี้ก็ยิ่งโมโหตัวเองเข้าไปอีก ทั้งๆที่เขาทำตัวไม่ดีแบบนั้นแต่ลู่หานก็ยังน่ารักกับเขาไม่มีเปลี่ยน

 

“ผมขอโทษ”

 

“เรื่องอะไรล่ะ”

 

“ที่เดินหนีออกมา”

 

“แล้วทำไมถึงต้องเดินหนีล่ะ”

 

พรูลมหายใจออกมาแรงๆอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อน สบสายตากับคนตัวเล็กที่เขาหลงใหลนักหนาก่อนจะตัดสินใจพูดมันออกไป

 

ผลจะออกมาเป็นยังไงก็แล้วแต่พระเจ้าลิขิตก็แล้วกัน

 

“ผมหึง”

 

“...”

 

“แต่ผมไม่รู้ว่าผมมีสิทธิ์ที่จะหึงพี่รึเปล่า ผมเลยไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้น... หวังว่าพี่จะเข้าใจ”

 

แต่แล้วตาทั้งสองของเซฮุนก็ต้องเบิกกว้างเมื่อมือเล็กๆของลู่หานเลื่อนมาประกบใบหน้าของเขาเอาไว้ ก่อนจะเคลื่อนให้หันไปมองหน้าคนตัวเล็กตรงๆ

 

ลู่หานยังคงระบายยิ้มอย่างน่ารักให้เขาเฉกเช่นเคย และแน่นอน เซฮุนตกหลุมรักรอยยิ้มนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“มีเด็กที่ไหนไม่รู้ชอบมานั่งอยู่หน้าคณะเราบ่อยๆทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีคนรู้จักเรียนคณะเราสักคน”

 

“...”

 

“ยังมีอีกนะ เราน่ะชอบไปนั่งร้านกาแฟทุกวันพุธ เราก็มักจะเจอเด็กคนนั้นเสมอ ไม่รู้บังเอิญหรือว่าเขาตั้งใจ”

 

“...”

 

“แถมเวลาที่เราทำของหายทีไร พอวันรุ่งขึ้นมันก็จะกลับมาอยู่ที่โต๊ะประจำเองตลอด แปลกจัง ของก็ไม่ได้มีขาเดินได้นี่หน่า เซฮุนว่าไหม?”

 

“เอ่อ...”

 

“แต่เด็กคนนั้นก็ไม่ยอมทำอะไรสักที แถมนับวันเขาก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ได้ลงคิ้วท์บอยอีกต่างหาก มีผู้หญิงมาส่งจดหมายรักให้ไม่เว้นแต่ละวัน”

 

“...”

 

“เราก็เลยต้องมัดมือชกเขาซะเลย เซฮุนว่าเราทำแบบนี้น่ะผิดรึเปล่า”

 

ถึงเซฮุนจะไม่ใช่คนฉลาดนักแต่เขาก็รู้ดีว่าที่ลู่หานพูดมาหมายถึงอะไร คนตัวสูงรวบมือที่กำลังจับใบหน้าของเขามากุมเอาไว้ พร้อมกับสบสายตากับอีกคนอย่างมีความหมาย

 

พอกันทีกับความขี้ขลาด มันถึงเวลาที่เขาต้องเริ่มทำอะไรจริงๆจังๆบ้างแล้ว

 

“ผิดครับ”

 

“...”

 

“ผิดที่ให้ผมเป็นแค่แฟนหลอกๆ เพราะงั้นผมว่าเราเลิกกันเถอะ”

 

“ซะ...เซฮุน”

 

“ผมหมายถึง...เลิกเป็นแฟนหลอกๆแล้วมาเป็นแฟนกันจริงๆน่ะครับ”

 

ไม่พูดเปล่ายังส่งยิ้มหล่อๆมาให้คนตัวเล็กหัวใจเต้นไม่เป็นระส่ำ ดวงหน้าหวานเห่อร้อนจนนึกโทษเด็กตัวสูงอยู่ในใจ

 

ไม่ยอมหรอก จะมาปล่อยให้ลู่หานใจเต้นแรงคนเดียวได้ยังไงล่ะ 

 

“เซฮุนรู้อะไรไหม”

 

“ครับ ?”

 

.

.

.

.

 

“สำหรับเรา เซฮุนน่ะเป็นแฟนจริงๆมาตลอดเลยนะ :)”

*

มันกากมากนะรู้ตัว ,___,

.

.

ยังไงก็ตาม สุขสันต์วันเกิดน้องกวางน้อยแห่งรุ่งอรุณ ลู่หานนี่ เย่ๆๆๆๆ

ง่วงมากอ่ะคือพิมพ์ไปนี่ตาจะปิดละTT ___ TT

ปีนี้ไม่ให้เทรนด์เนอะ แง่มๆ

ขอให้มีความสุขมากๆน้า โปรโมตแยกแบบนี้โมเม้นคงยิ่งหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร orz

สุดท้ายนี้ ขอบคุณเอสเอ็มที่ทำให้สก๊อยกลับใจนะคะ (อิอิร๊ากกกกกกกกกกกกก)


 
 
 
 
นางจะสาปฉันมะ
เห้ยเอาดีๆที่ฝอยๆมานี่จะยาวกว่าฟิคอยู่ละ เอ้อ

จบ(นาน)แล้วปีหนึ่ง :)

posted on 18 Apr 2014 21:49 by junny-world
*
 
 
 
 
 
ยังไงดีละ คือตั้งใจมานานมากแล้วว่า.. จะเขียนบล็อค อัพเดทชีวิตหนึ่งปี ปึหนึ่ง ชีวิตเฟรชชี่สักหน่อย
 
EmbarassedEmbarassedEmbarassed
 
 
 
บอกตรงๆว่าตอนแรกเรากังวลมาก.. จริงๆคือมากๆๆๆๆเลยละ -_-
 
เนื่องจากนี่เป็นคนเดียวจากโรงเรียน (โรงเรียนที่จบมา) ที่มาติดคณะ
 
 
 
 
แล้วปกติเป็นคนเพื่อนเยอะ มาอยู่นี่ไม่รู้จักใครเลยงี้ เหงาแบบไม่รู้จะอธิบายยังไง
 
 
แต่แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่พอเราไปพวกงานเฟิร์สมีท ไรงี้เราก็จะได้เพื่อนกลับมา
 
ซึ่งเราก็ได้เพื่อนกลับมานะ แต่เราเป็นคนประเภทแบบ ยึดติด
 
 
เราไม่มีความกระตือรือร้นในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ เราติดอยู่แต่กับอะไรเดิมๆ
 
ยอมรับโดยดุษดีว่า วันแรกพบ(ที่เป็นของมหาลัย เรียกงานแรกพบใช่ไหมนะลืมLaughing)
 
 
ช่วงบ่ายเราก็โดดไปหาเพื่อนเก่าที่สยาม
 
ชีวิตมหาลัยช่วงแรกค่อนข้างยากสำหรับเรามาก เพราะด้วยความที่เราติดเพื่อนเนี่ยแหละ...
 
 
 
แต่พอผ่านไปได้สักพัก มันก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆนะCry
 
 
เพื่อนใหม่เราเฟรนด์ลี่มาก เรารู้จักคนเยอะขึ้นก็เพราะเพื่อนเรารู้จักคนเยอะเนี่ยแหละ
 
แถมยังชอบทำกิจกรรม จนหลังๆนี่เริ่มจะชักชวนกันเป็นหลืบละ (ล้อเล่น)
 
 
 
เอาง่ายๆว่าปัญหามันอยู่ที่เราเนี่ยแหละ พอเราปรับตัวได้ปั๊บ ชีวิตดีขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุเลยจย้า
 
เราสนุกกับทุกอย่างที่เราได้ทำ
 
ตอนไปเดินตั๋วของละคอนก็สนุก ทำค่ายก็สนุก ทำโชว์งานจ๊ะเอ๋ก็ยังสนุกเลย
 
 
 
แม้ว่าเกรดเทอมแรกจะออกมาได้ทำร้ายหัวจิตหัวใจกันเป็นอย่างมาก
 
แต่ด้วยความที่เราทั้งเรียนและทำกิจกรรม มันทำให้เราไม่ได้รู้สึกแย่อะไร
 
 
เราไม่ได้หวังว่าจะเข้ามาแล้วได้เกียรตินิยม แต่เราอยากได้ประสบการณ์เยอะๆ
 
อยากทำอะไรสนุกๆ อยากใช้ชีวิตวัยรุ่นและชีวิตมหาลัยให้คุ้มๆ
 
 
แล้วเราค่อนข้างมั่นใจว่าชีวิตปีหนึ่งของเรา มันโอเคมากๆเลยล่ะ
 
 
 
และถึงแม้บางเรื่อง(หรือหลายๆเรื่อง)ของสังคมมหาลัยจะทำให้เราหงุดหงิดไปบ้าง
 
 
แต่เราก็ยังรักมันอยู่ดีนะ Kiss 
 
 
 
 
 
 
สุดท้ายนี้ อยากขอบคุณคณะที่ให้เราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
 
ขอบคุณที่เลือกเรา
 
 
 
ขอบคุณเพื่อนๆแก็งค์คลุง และเพื่อนๆในคณะ
 
 
 
ขอบคุณวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน 
 
 
 
:)